เรือรบ
เบปปุเป็นเมืองที่มักจะมีเรือลาดตระเวนหรือแม้แต่เรือรบแล่นผ่านอยู่บ่อยๆ เพราะจะไปเทียบท่าที่ตัวเมืองโออิตะ
 
ต้นฉบับดูได้ที่
 
สองปีผ่านไปเร็วมาก ณ ตอนที่เขียนอยู่ก็ล่วงเข้าปี 2015 แล้ว ช่วงที่ผ่านมามีบูมฮิทเที่ยวญี่ปุ่นกันเนื่องจากเงินเยนอ่อนเป็นประวัติการณ์ เหล่านักเรียนไทยใน APU ก็เปลี่ยนรุ่นกันอย่างมากหน้าหลายตา 
อันที่จริงท่านเทพชุยใช้เวลาเขียนทั้งสามบทขอทุกท้ายเทอม แปลว่าบทสุดท้ายเขียนขึ้นเมื่อตอนจบปีสองเทอมนึง 
นั่นเป็นช่วงเวลาที่จะเริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตในญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์ เลยทำให้ไม่แปลกใจกับเรื่องต่างๆ (จึงไม่ได้จำมาเขียนนั่นเอง)
 
เช่นเคย บทความนี้จะนำข้อมูลจากบล๊อกของท่านเทพชุย มาอัพเดทด้วยข้อมูลในเวลาปัจจุบันที่เขียนอยู่ หวังว่าจะช่วยสืบทอดประโยชน์จากบทความของท่านเทพชุยไม่มากก็น้อย ไม่ให้ตกหล่นไปตามกาลเวลา
 
  1. ตู้เย็นของห้องแชร์ใหญ่กว่าห้องเดี่ยว ตามนั้น
  2. ไมโลที่นี่เรียกมิโล milo > ミロ > มิโร
  3. ที่นี่ก็มีรับน้องในหมู่คนไทยด้วยกันเหมือนกัน สนุกๆ ได้ข้อคิด เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่จะได้เจอกับกลุ่มคนไทยทั้งหมด
  4. แต่รุ่นน้องบางคนกลับอายุมากกว่ารุ่นพี่ซะงั้น ก็นะ
  5. APU ไม่ได้มีนักเรียนจากกว่า 70 ประเทศมาเรียนอยู่ตลอดเวลาหรอก เชื่อว่ามีคนโดนหลอดตอนสมัครใหม่ๆเยอะ
  6. เพราะมีนักเรียนจำนวนมากอยู่ในโครงการแลกเปลี่ยน มาครึ่งปี ปีเดียวก็กลับ เหมือนข้อที่แล้ว
  7. ชาติที่มีนักเรียนเยอะที่สุดที่นี่คือญี่ปุ่น (แหง) ประมาณครึ่งหนึ่งของนักเรียนทั้งหมด ตอนนี้อยู่ที่ 47%
  8. สำหรับชาวต่างชาติคือจีน เกาหลี ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย (ไม่เรียงลำดับ) ฝรั่งมีแต่ก็น้อยกว่าชาวเอเชียเยอะ ตอนนี้ประชากรจีนเพิ่มขึ้นแบบมหาศาล
  9. อาจารย์ที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ มีฝรั่งแท้ไม่เยอะนัก และส่วนมากจะมีไว้รับเด็กปีหนึ่ง
  10. หลายท่านสำเนียงดี แต่หลายท่านก็ไม่ ซึ่งพอถลำเกินหนึ่งเทอมจะเริ่มเจอภาษาอังกฤษแบบฟังไม่รู้เรื่อง
  11. โดยเฉพาะเมื่อเจออาจารย์ญี่ปุ่นที่มาสอนเป็นภาษาอังกฤษบางท่าน เจอมาหนึ่งคลาส เป็นงง ไม่ได้เป็นแค่คนเดียวด้วยล่ะ
  12. อ.ท่านที่ว่า พูดประมาณว่าเอาภาษาอังกฤษมาเขียนเป็นคาตาคานะแล้วออกเสียงตามนั้น ตย. Introduction -> イントロダックション, don't -> ドント เพราะฉะนั้นแนะนำให้เรียนญี่ปุ่นถึงระดับหนึ่ง จะได้เข้าใจภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น
  13. ตะกร้าอาบน้ำ ตะกร้าซักผ้า เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรีบซื้อหลังมา ไม่เกินสองวัน
  14. เช่นเดียวกับหมอน เพราะหมอนที่มีให้มันกะหลั่วมาก (ของเราเอาหมอนสุญญากาศมาจากไทย) แนะนำให้เอามาจากไทย หมอนดีๆในญี่ปุ่นแพงมาก
  15. ร้านเบ็ปปุวังซึ่งอยู่บนเนินเขาติดกับมหา'ลัย ร้านนั้นอาหารแพงกว่าของโรงอาหารสองเท่า แถมไม่ได้อร่อยกว่ากันมากนักด้วย อันที่จริงต้องพูดว่าโรงอาหารถูกกว่าที่อื่นๆ สองเท่า
  16. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือเพื่อนรักยามดึก  APU อยู่บนเขา
  17. น้ำก๊อกดื่มได้ แนะนำให้ซื้อที่กรองน้ำเล็กๆเผื่อไว้
  18. ลุงขายข้าวสารวันพุธ มีการแถมลูกอมด้วย... ตามนั้น
  19. ผลไม้ที่ป้าเอามาขายวันศุกร์ถูกสุดแล้ว ซื้อประจำมีลดให้ด้วย คุยด้วยได้ยิ่งดี
  20. ลูกท้ออร่อยเหาะ มอนจาไม่กิน
  21. ของที่ควรซื้อจากร้านร้อยเยน : จานชามช้อนส้อมแก้วน้ำ ตะกร้า ถังน้ำ<ห้องแชร์> ขวดใส่สบู่เหลว/ยาสระผม ถาด ไม้แขวนเสื้อ ไม้หนีบ ปลั๊กขยาย บอร์ดแม่เหล็ก (ไว้เขียนแปะที่ประตูห้อง) ฟองน้ำล้างจาน กล่องพลาสติกใส่อาหาร ถุงสุญญากาศ อุปกรณ์ทำครัว สลิปเปอร์ ฯลฯ ของที่ต้องใช้ แต่ไม่บ่อย และไม่ต้องทนมาก
  22. ของที่ควรซื้อจากHI Hirose Home Center : ยาสีฟัน ทิชชู่ กระดาษชำระ สบู่/แชมพูแบบรีฟิล น้ำยาล้างจาน ผ้าเช็ดโต๊ะ ผงซักฟอก กระทะ หม้อ ฯลฯ ของสำหรับทำความสะอาด และของที่ใช้งานหนัก อยู่กันนานๆ
  23. แปรงสีฟันร้านร้อยเยนสอง-สาม-สี่ด้ามร้อยเยน ถูกได้ใจ อย่าซื้อ เพราะ..
  24. คุณภาพห่วยได้โล่เช่นกัน แปรงแล้วเจ็บเหงือก เหมือนข้อที่แล้ว
  25. อนึ่ง ของจากร้านร้อยเยนไม่ได้ถูกกว่าเสมอไป จงเปรียบเทียบราคาให้เป็นนิสัย
  26. ของกิน เครื่องปรุงแทบทุกประเภทควรซื้อที่ Shoku no Kura ร้านขายสินค้าบริโภค ตรงข้ามกับ HI Hirose Homecenter เยอะที่สุด แต่ราคาไม่ได้ถูกที่สุดหรอกนะ
  27. แต่ร้าน Cosmos Drug Store ก็มีขายของบริโภคเช่นกัน ว่ากันว่าถูกที่สุดแล้ว โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนม ส่วนน้ำดื่ม shoku no kura ถูกที่สุด
  28. ผลไม้กระป๋องถูกกว่าผลไม้สดซะอีก กินนานๆก็เบื่อ
  29. แต่อาจหวานเลี่ยน เหมือนข้อที่แล้ว
  30. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ควรซื้อไว้เป็นของตัวเองคือหม้อหุงข้าว ไม่เกินสามวันหลังมา
  31. เพราะมันทำอาหารได้ครอบจักรวาล! !!
  32. แต่หลายคนก็ใช้วิธียืมกันไปยืมกันมาอยู่ แล้วแต่สไตล์การกินอาหารของแต่ละคน
  33. อนึ่ง หากยังไม่รีบก็รอดูประกาศตรงแถวล็อบบี้ได้ มักจะมีคนเอามาขายมือสองถูกๆ สองเดือนเลยนะเออ
  34. กาต้มน้ำคือความสะดวกในการชงกาแฟและทำมาม่ากินตอนกลางคืน มีส่วนตัวก็สะดวกสำหรับคนกินน้ำบ่อย
  35. แต่ใช้ของส่วนกลางก็ไม่มีปัญหา น้ำที่เติมใช้น้ำก๊อก
  36. ไมโครเวฟส่วนกลางคือสิ่งที่ผู้คนชอบใช้มาก จนมีกลิ่นตุๆ ประจำ แต่ไม่แนะนำให้ซื้อตอนอยู่ข้างบน ใช้ไปก่อน 
  37. คำเตือน จะเวฟแกงกะหรี่สำเร็จรูป ต้องเทใส่ชาม แล้วห่อพลาสติกก่อนเวฟ ไม่งั้นบึ้มเต็มเครื่อง (เคยทำมาแล้ว) ตามนั้น
  38. ทำเลอะแล้วเช็ดด้วยล่ะ... ขอร้องล่ะ
  39. ผงซักฟอกกล่องฟ้าๆ ที่ขายใน COOP (ร้านสหกรณ์) ขนาดหนึ่งกก. ได้รับความนิยมสูงมาก เป็นหนึ่งในสินค้าน้อยชนิดที่ราคาไม่แพงกว่าข้างล่างแบบมหาโหด
  40. อย่าหาเรื่องเจ็บตัวในญี่ปุ่น ถ้าได้ไปโรงพยาบาลแล้วจะช็อคกับค่ารักษา รวมถึงป่วยก็ห้าม กลับไปป่วยที่ไทยเอา
  41. สมัครสมาชิก COOP ไว้ ได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะตอนซื้อหนังสือเรียน (ลด10%) ค่าสมัครก็ได้คืนตอนเรียนจบด้วย เพราะจะทำให้ซื้อของได้เร็วขึ้น
  42. มีบัตรสมาชิกซึ่งเป็นบัตรpre-paid ใช้เติมเงินซื้อข้าวโรงอาหาร+สินค้าได้ สะดวกดี แต่ก็มีบางคนที่ไม่ทำ
  43. แถมยังได้พอยนต์ตั้ง 1% ของมูลค่าสินค้าที่ซื้ออีกแน่ะ อยู่ไปนานๆ แล้วคุ้มกว่าที่คิด
  44. สั่งหนังสือกับ COOP ได้ ลด 10% ด้วย เพราะฉะนั้น ทำเถอะนะ
  45. แต่เวลารอหนังสือมาถึงร้านนี่ไม่แน่นอนซักนิด ตามนั้น
  46. บอกรับนิตยสารกับ COOP ก็ได้ด้วย ลด 10% เช่นกัน แต่มาช้ากว่าวันวางจำหน่ายสองสามวัน แต่ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสลงไปซื้อข้างล่างได้บ่อยๆ ในปีหนึ่ง
  47. ประตูทางเข้าหอต้องใช้บัตรนักเรียนรูดเปิด ยังคงเป็นเหมือนเดิม
  48. ทำให้ช่วงที่มาแรกๆ ยังไม่ได้บัตร ต้องเรียกเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเปิดประจำ ก็ยังเป็นเหมือนเดิม
  49. ประตูทางเข้าหอด้านที่พัก (ทางเข้าปีก R L W E น่ะ) แรกๆ เปิดได้เลย แต่ตั้งแต่วันที่แจกบัตรนักเรียนจะล็อค ต้องรูดบัตร อย่าเผลอลืมไปดึงประตูดื้อๆ ล่ะ
  50. และเราก็ดันเสร่อพยายามเปิดประตูแล้วยืนงงว่าทำไมเปิดไม่ได้อยู่ตั้ง นาน ครับ...
  51. การทำอาหารกินเองเป็นสิ่งที่น่าเบื่อมาก ว่ากันว่าแม้แต่คนที่รักการทำอาหารก็เบื่อ
  52. โดยเฉพาะเมื่อต้องทำกินมันแทบทุกมื้อตอนปิดเทอมเพราะขี้เกียจเดินไปโรงอาหาร เพราะมันเปิดน้อยวันเหลือเกิน รวมถึงมีอาหารน้อยชนิดมาก
  53. การกินอาหารที่โรงอาหาร แพงกว่าทำกินเองสองสามเท่า จำไว้ว่าโรงอาหารถูกกว่าร้านในตัวเมือง
  54. อนึ่ง ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่เอามาทำด้วย ดังนั้นถ้าทำเมนูมื้อประหยัดให้ตัวเอง สามารถอยู่ได้ในงบร้อยเยนเลยทีเดียว
  55. ตอนเช้า ถึงประมาณเก้าโมง โรงอาหารจะมีเมนูมื้อเช้า จานเล็กๆ จานละ 40 เยน และข้าวให้ตักเอง คิดราคาตามปกติ แต่ตักพูนๆ ได้ ตอนนี้มีใบเตือนไม่ให้ตักแบบนั้นด้วยล่ะ
  56. และ สามารถเนียนตักข้าวนั้นใส่กล่องตัวเองเก็บกลับได้ด้วย...  ประหยัดเงินไปประมาณห้าสิบเยน ซึ่งมันก็ไม่ได้คุ้มเท่าไหร่
  57. ข้าวแกงกะหรี่ไซส์ L 280 เยน ปริมาณเยอะได้ใจ และก็ไร้ซึ่งคุณค่าทางอาหารเช่นกัน แรกๆ ก็กินอยู่หรอกนะ..
  58. ปลาซาบะชิ้นละ 140 เยน อร่อยจริงๆ ตามนั้น
  59. ผู้ที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ Foundation 1 เทอมแรกจะพบกับนรกภาษาญี่ปุ่น 12 คาบ คาบละ 95 นาที ต่อสัปดาห์ เตรียมใจกันไว้ให้ดี
  60. ส่วนผู้ที่เริ่มเรียนที่ระดับ Foundation 3 เป็นต้นไป จะเรียน 4 คาบต่อสัปดาห์ ว่ากันง่ายๆคือ ทุกคนต้องจบ foundation 3 ภายในหนึ่งเทอม ถ้าเริ่มจากหนึ่งก็ต้องเรียนสามเท่านั่นเอง
  61. ทำให้เทอมแรกต้องเอาหน่วยกิตที่เหลือไปลงวิชาพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งอาจไม่มีวิชาที่อยากเรียนนัก ตามนั้น
  62. นั่นทำให้เราลงเรียนเลขไปสามตัว จะบ้าตาย  数学大嫌いっていうの に。。。ใน APU การลงวิชาไม่ถนัดถือเป็นการฆ่าเกรด ไม่ว่าจะตั้งใจเรียนเท่าไหร่ก็เถอะ
  63. อนึ่ง หากเรียนสายวิทย์มาแนะนำให้ลง เนื้อหาม.ปลายเป็นส่วนใหญ่ มอนจาคะแนนเลขเกิน ลงไม่ได้ ทำให้ต้องเอาหน่วยกิตไปลงภาษาญี่ปุ่น (กลับกันกับท่านเทพชุย)
  64. เวลาเจ้าหน้าที่ขออนุญาตเข้าห้อง (มาเช็คตัวจับควัน, เปลี่ยนฟิลเตอร์แอร์) จะมีเสียงเคาะประตูที่ดังเป็นเอกลักษณ์มาก เคาะแต่ละห้องดังไปทั้งชั้น แม้หลับอยู่ก็ตื่นได้
  65. การอยู่บนเขา ก็เหมือนการถูกกักขัง ไม่มีที่ให้ไป ร้านอาหารก็มีแต่โรงอาหารเดิมๆ... ตามนั้น
  66. ที่เบ็ปปุ มีทั้งอากิบะและโอซาก้าอยู่รวมกันนะจะบอกให้~ (ชื่อเขต...) ครับ...
  67. Facebook คือ Social Network ที่ชาว APU ใช้กันมากที่สุด มีไว้ซะ ถึงไม่อยากใช้ ยังไงก็ต้องใช้
  68. ความจริงอันโหดร้าย พบได้หลังใช้ Carpet Roller กลิ้งไปบนพรมห้อง เศษผมเศษฝุ่นเพียบ ไม่รู้ซะถือเป็นดี
  69. ลี คือเซลส์ขายมือถือซอฟต์แบงค์ชาวจีน และรับขนของเถื่อน <ขนของย้ายบ้าน> ด้วย สามารถสอบถามเบอร์โทรได้จากรุ่นพี่
  70. การแนะนำตัว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมากๆ เตรียมบทแนะนำทั้งไทยและเทศไว้จะเป็นการดี สามภาษา
  71. รู้หรือไม่ว่าชาวญี่ปุ่นส่วนมากเข้ามหาวิทยาลัยในปีที่อายุ 19 ในขณะที่ไทยเข้าในปีที่อายุ 18 หากใครเข้ามาในปีที่อายุ 18 ภูมิใจในความเป็นเด็กได้เลย 555 ตามนั้น
  72. นักเรียนที่เข้าเรียนเทอม Fall อาจได้สนิทกับชาวจีนมากกว่าชาวญี่ปุ่น เพราะชาวจีนเข้าเรียน Fall มาก ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นเข้า Spring แต่ถ้าลงวิชาภาษาญี่ปุ่นในเทอมหนึ่งก็จะไม่ได้เจอคนญี่ปุ่นอยู่ดี
  73. หน้าหนาว AP House จะเปิดฮีทเตอร์ในวันที่หนาวจริงๆ เท่านั้น อาจต้องหาซื้อฮีทเตอร์มาใช้เอง ถ้าขี้หนาว แต่ถ้าไม่ไหวสามารถไปขอร้องให้เขาเปิดได้ที่ห้องออฟฟิศประจำเฮาส์
  74. แต่สามารถเปิดคอม PS3 Xbox360 หรืออะไรก็ได้ให้อุ่นได้ ไม่ต้องเกรงใจค่าไฟ อย่าลืมว่าค่าหอแพง ใช้ให้คุ้ม
  75. อนึ่ง ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเรียก Xbox360 ว่า Kuso-bako (แปลเอง) ...
  76. วันที่อากาศหนาวมากๆ จะไม่อยากอาบน้ำ และการอาบน้ำหลังพระอาทิตย์ตกในหน้าหนาวคือการฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ
  77. เทคนิคการอาบน้ำในหน้าหนาวคือ เปิดน้ำฝักบัวทิ้งไว้ให้อุ่นก่อน ระหว่างนั้นก็ถอดเสื้อไป อาบเสร็จอย่าเพิ่งปิด เปิดร้อนสุด ยิงใส่ผนังทิ้งไว้ จะได้อุ่นตอนเช็ดตัว, เปลี่ยนเสื้อ ขอบคุณสำหรับเทคนิคนี้มากๆครับ
  78. บน APU ก็มีหิมะตก แถมหนักซะด้วย พายุหิมะเป็นของขึ้นชื่อ
  79. หากหิมะตกหนักจนรถบัสขึ้นมาบนมหา'ลัยไม่ได้ จะมีการหยุดเรียนกันสบายๆ <แต่อาจมี make-up class> ซึ่ง make-up class อาจยาวไปถึงช่วงปิดเทอมย่อยๆ ทำให้ชีวิตหลายๆคน พังทลาย
  80. แต่หิมะหนัก ยังไม่สู้ฝนหนักและลมแรง เพราะหิมะมันไม่เปียกขนาดนั้น
  81. เพราะร่มจะหักกันเกลื่อน แถมยังเปียกอีกต่างหาก ตามนั้น
  82. ระบบเดาคำของมือถือญี่ปุ่นเทพมาก เทพกว่าคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษยอะ
  83. ทำให้คนญี่ปุ่นส่งเมลกันสะดวก แถมประหยัดกว่าโทรเยอะ สมัยนี้ที่อินเตอร์เนตถูก จะเห็นแต่คนใช้ line / facebook ในการติดต่อ
  84. อนึ่ง ไอโฟนเป็นข้อยกเว้น เดาคำสู้ไม่ได้เลย ไปโหลดคีย์บอร์ดใหม่กันเองนะ
  85. หากเรียกที่อยู่ใครว่า "บ้าน" แปลว่าอยู่หอพักข้างล่าง หากเรียกว่า "ห้อง" แปลว่าอยู่บน AP House เพราะบางคนก็เลือกที่จะเช่า "บ้าน" ในเบปปุอยู่จริงๆ
  86. ลือกันว่าถ้าแตะน้ำในน้ำพุกลางมหาวิทยาลัย จะไม่สามารถเรียนจบโดยสวัสดิภาพ เป็นจริงจนถึงวันนี้
  87. 1seg คือระบบดูทีวีบนมือถือของญี่ปุ่น เหมือนจะเป็นระบบที่ทุกคนต้องการมาก แต่เอาเข้าจริงก็แทบไม่ได้ดูกัน รายการ